หลวงปู่ฟัด ดร. สนอง วรอุไร


ผมได้ยินชื่อ “หลวงปู่พุทธอิสระ” มานานแล้ว เพราะ ผมเป็นแฟนคลับของผู้จัดการออนไลน์ นอกจากจะได้ยินชื่อแล้ว ก็ยังเห็นภาพแวบๆ 

ผมก็ยังนึกสงสัยว่า “ทำไมถึงเรียกหลวงปู่ ยังไม่แก่เท่าไหร่เลย”

แต่ผมก็ไม่เคยสนใจไปมากกว่านั้น  คือ ท่านจะทำอะไร ก็ไม่ได้ลงลึกไปในสิ่งที่ท่านทำ เพราะ หลวงปู่พุทธอิสระไม่ได้อยู่ในกลุ่มพระที่ผมให้ความสนใจ

กลุ่มพระที่ผมให้ความสนใจก็คือ พระที่ “สอนผิด” เนื่องจากต้องการหากินกับศาสนา

อธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือ กลุ่มพระที่ผมให้ความสนใจก็คือ พระเลวๆ ที่เน้นไปทางด้านการสอนผิด  รวมถึงพระดีที่สอนผิดด้วย อย่างเช่น พระพรหมคุณาภรณ์/พระธรรมปิฎก/พระประยุทธ์ ซึ่งกำลังใกล้ตาย และผมก็แช่งให้ตายเร็วๆ ด้วย

ดังนั้น ผมจึงไม่รู้เลยว่า “หลวงปู่พุทธอิสระไม่โกนคิ้ว” ที่รู้ก็เพราะ จะเขียนบทความนี้ แล้วมีคนมาโจมตีท่าน 

แต่เรื่องจะโกนคิ้วหรือไม่นั้น ในทางพระวินัยไม่เป็นไร  แต่ในทางการปกครองสงฆ์ ท่านก็แสดงความเป็น “ขบถ” ต่อระบบการปกครองสงฆ์นั่นแหละ

หรือว่า “ท่านชอบเป็นพระพม่า”

เดี๋ยวจะออกนอกเรื่อง บทความนี้เกิดจากการได้อ่านข่าว “หลวงปู่พุทธะอิสระยื่นฟ้องเณรคำแต่งกายเลียนแบบสงฆ์-ฉ้อโกงประชาชน” ของผู้จัดการออนไลน์

อ่านเนื้อข่าวสักนิดหนึ่ง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (5 ก.ค.) ที่ศาลอาญา พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ จ.นครปฐม ได้เดินทางมายื่นฟ้องพระวิระพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ หรือนายวิระพล สุขผล พระภูมินทร์ ภูริปัญโญ นายสนอง วรอุไร กับพวกรวม 9 คน

เป็นจำเลยในความผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 90-91, 208 และ 343

หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นฟ้องนายคำ จำเลยที่ 1 ดร.สนอง จำเลยที่ 2 กับพวก ในข้อหาฉ้อโกงหลอกลวงประชนชน

การฟ้องครั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่บุคคลที่ใช้ผ้าเหลืองหากิน และเป็นการเตือนสติแก่เจ้าคณะปกครองที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรับผิดชอบอะไร และโยนกันไปมา

ทั้งๆที่ความผิดชัดเจน สาเหตุที่โยนกันไปมาเพราะรถคันหนึ่งกับเงินอีกหลายบาท เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษก็โยนไปให้จังหวัดอุบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเจ้าตัวไม่อยู่นจึงไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครเลยต้องมาพึ่งศาล

ส่วนข้อหาซ่องโจรขอใช้เวลารวบรวมหลักฐานรวบรวมเอกสารก่อน โดยจะฟ้องนายคำกับพวกอีกประมาณ 20 กว่าคน ที่ร่วมกันสมคบกันสร้างตัวละครอรหอยให้เกิดขึ้น

หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะไปยื่นฟ้องเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ตั้งแต่ระดับภาคลงไปยังตำบลต่อศาลปกครอง ฐานบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงและละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติ

โดยตอนนี้กำลังรวบรวมเอกสารและทรัพย์สินของเจ้าคณะปกครองแต่ละรูป ซึ่งเจ้าคณะภาคก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พระชั่วๆ ถ้ามีคนไหว้ ก็ยังดีกว่าพระดีๆ

ถ้ายังพูดอย่างนี้ได้แสดงว่าภาคนั้นก็คงมีแต่พระชั่วๆ พระดีไม่มีเหลือแล้ว จึงต้องหาวิธีจัดการ ไม่เช่นนั้นพวกนี้ก็จะหากินกับศาสนาไม่หยุดจนศาสนาจนเหลือแต่ซากวิญญาณหายหมด ซึ่งจะดำเนินการภายในพรรษานี้

ผมฟันธงไปเลยในฐานะที่เรียนกฎหมายมาจาก “พูดคุยกับผู้พิพากษา” ว่า ศาลไม่รับฟ้อง และ หลวงปู่พุทธอิสระก็รู้ศาลไม่รับฟ้องแน่ๆ

ขออธิบายคำว่า “พูดคุยกับผู้พิพากษา” ก่อน ตอนผมเรียนปริญญาเอก มีผู้พิพากษามาเรียนด้วย 2 คน ผมสนิททั้งสองคน และอีกคนหนึ่งก็สนิทกันเป็นพิเศษ   สนิทกันมาจนถึงบัดนี้

มีอะไรก็ถกเถียง พูดคุย ปรึกษากันมาโดยตลอด 

แล้วก็มาถึงเรื่อง “หลวงปู่พุทธอิสระก็รู้ศาลไปรับฟ้องแน่ๆ

จากการที่อ่านเรื่องสมีเณรคำ แล้วก็รู้เรื่องหลวงปู่พุทธอิสระ ดูเหมือนว่า หลวงปู่พุทธอิสระท่านกำลังจัดการเรื่องอยู่  3 เรื่อง คือ

1) สมีเณรคำ เนื่องจากใช้ชื่อ “หลวงปู่” เลียนแบบท่าน  แต่ทำให้เสียหาย “สถาบันหลวงปู่”  จึงต้องออกมาจัดการ

2) พวกขบถต่อการปกครองสงฆ์  หลวงปู่พุทธอิสระขบถต่อการปกครองสงฆ์แน่ๆ เพราะ ไม่โกนคิ้ว เล่นงานพระผู้ใหญ่ พระกำนันไปเรื่อย 

หลวงปู่เกษม (ตอนนี้ เข้าสมาคมหลวงปู่แล้ว เช่นเดียวกัน) ก็ขบถต่อการปกครองสงฆ์ จึงถูกจัดคิวไว้แล้ว

3) ที่ผมสงสัยและอยากได้ข้อมูลจากผู้อ่านก็คือ ทำไมหลวงปู่พุทธอิสระถึง “เกลียด” ดร. สนอง วรอุไร อย่างเข้าไส้เข้าพุง

การออกมาเปลืองตัวในครั้งนี้ หลวงปู่พุทธอิสระต้องการจัดการกับ ดร. สนอง วรอุไรมากกว่าเรื่องอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ผมขอฟันธงไปเลยว่า ต่อไปข้างหน้า “หลวงปู่พุทธอิสระ” ก็จะหาที่อยู่ไม่ได้ เพราะ เรื่องการขบถต่อสถาบันสงฆ์จนเกินไป


ไม่มีพระรูปใดที่ต่อกรกับสถาบันสงฆ์แล้วอยู่ดีมีสุข  ไม่ว่าจะดีหรือเลวอย่างไร...



4 ความคิดเห็น:

  1. รอตอนต่อไปอยู่นะครับ ดร.

    ตอบลบ
  2. รออีกนิดหนึ่ง กำลังรวบรวมข้อมูล

    ตอบลบ
  3. มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผมวิเคราะห์ไว้ถูกต้อง


    ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาแต่งกายแสดงว่าเป็นภิกษุโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 และจำเลยที่ 2-9 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าว อันเป็นความผิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดต่อรัฐโดยตรง มิใช่กระทำโดยเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใดเป็นส่วนตัว รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แม้โจทก์จะเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็มิใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28


    ส่วนความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เมื่อตามฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์และที่อ้างว่าจำเลยทั้ง 9 กระทำโดยทุจริต ร่วมกันหลอกลวงประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรบอกให้แจ้ง ไม่ได้ทำให้โจทก์หลงเชื่อและให้ไปซึ่งทรัพย์สินแก่จำเลยทั้ง 9 โจทก์จึงไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้ง 9 จึงไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหานี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 พิพากษายกฟ้อง


    มีผู้อ่านข่าวหลายท่าน "วิพากษ์วิจารณ์" ผู้พิพากษา ผมอ่านแล้ว "เสียววูบ" ผู้พิพากษาท่านทำถูกแล้ว และถึงแม้ไม่รับฟ้องของหลวงปู่พุทธอิสระ ก็ไม่ได้หมายความว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ทำงาน

    กระบวนการยุติธรรมก็คงทำงานเหมือนเดิม เพราะ เป็นความผิดต่อรัฐ

    ตอบลบ
  4. ช่วงปิดท้ายของเรื่องท่านดร.มนัสจะทิ้งท้ายได้โดนใจจริงๆครับเป็นการฝากแง่คิดให้ติดตามเสมอรออ่านตอนต่อไปครับ

    ตอบลบ