ใครสึกหลวงปู่พุทธอิสระ ผมแช่ง




มีข่าวเกี่ยวกับ “หลวงปู่พุทธอิสระ” ในเว็บโลกวันนี้  หัวข้อข่าวคือ “จับสึก‘พุทธะอิสระ’ไม่ง่าย / โดย พระพยอม กัลยาโณ[On February 6, 2014 คอลัมน์ : สำนักข่าวพระพยอม  โดย : พระพยอม กัลยาโณ]

ข่าวดังกล่าวมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

การที่มีข่าวว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผศ.) ออกมาบอกว่า

คณะสงฆ์มีมติว่า “หลวงปู่พุทธะอิสระ” เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ทำผิดพระธรรมวินัยของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.)  เนื่องจากได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและชักชวนประชาชนให้ทำผิดกฎหมาย

ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งหมายเรียกให้หลวงปู่พุทธะอิสระมาให้ปากคำในข้อหากบฏ

จึงถือว่า หลวงปู่พุทธะอิสระมีความผิดทั้งธรรมวินัย และกฎหมายอย่างชัดเจน หากมีการจับกุมได้สามารถทำการสึกได้ทันที

อาตมาอยากเตือนคน ที่จะไปทำหน้าที่จับสึก เพราะในอดีตเคยมีเรื่องแบบนี้ พระผู้ใหญ่ที่เป็นที่ศรัทธาเชื่อถือย่อมมีบริวาร มีการ์ด และมีอะไรต่ออะไรที่จะปกป้องคุ้มครองท่าน

ถ้าเราผลีผลามเข้าไปจัดการไม่ดีแน่ จะเกิดราวีกับสาวกผู้คนที่ศรัทธาหรือสานุศิษย์อะไรก็แล้วแต่

และทราบข่าวตามสายรายงานว่า ไม่ทราบว่าหน่วยไหนไปสืบค้นประวัติท่าน เคยเป็นทหารสายบูรพาพยัคฆ์มาก่อน ทำให้คนเชื่อมโยงว่า ท่านต้องมีลูกศิษย์เป็นทหาร เป็นปราชญ์ เป็นอะไรมากมาย

ดังนั้น คนที่จะเข้าไปทำก็อย่าผลีผลาม อย่านึกว่าง่าย

เพราะในครั้งพุทธกาลเคยมีการไปจับพระ ที่มีความผิดแต่มีคนศรัทธามาก เป็นถึงพระผู้ใหญ่ จนเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้าน 2 ฝ่าย

คือฝ่ายที่ไม่เอาพฤติกรรม รับพฤติกรรมพวกนี้ไม่ได้ กับฝ่ายที่เห็นดีเห็นงามจนมอบตัวเป็นศิษย์
ผิดถูกไม่สำคัญ จึงเกิดมีคดีใหญ่ๆ ฝ่ายสงฆ์เกิดขึ้น

หรือคดีประวัติศาสตร์ของไทยเกี่ยวกับเรื่อง “พระพิมลธรรม” ซึ่งเป็นคดีหนักหนากว่านี้ และเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายจนทหาร ตำรวจไปล็อกตัวจับสึก ซึ่งเกิดเรื่องแบบนี้ในวงการสงฆ์มากพอสมควรในขณะนั้น

บางทีก็เป็นพระต่อพระ แต่คราวนี้คงไม่ใช่พระต่อพระแล้ว เพราะท่านหลุดวงจรมาจากท่านเกษม เณรคำ หรือสมเด็จวัดปากน้ำ หรือพระผู้ใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รู้สึกว่าท่านเปิดศึกหลายด้าน

แต่ตอนนี้น่าจะเหลือด้านเดียวแล้วก็คือ ด้านไม่เอารัฐบาล ไม่เอาระบอบทักษิณอะไรทำนองนี้

ยังไงก็ขอให้อย่าผลีผลาม อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ถึงแม้ว่าจะมีคนเชียร์ให้จับเยอะ แต่ก็มีคนคุ้มครองเขาเหมือนกัน ต้องระวังอย่าให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จนลุกลามขึ้นมา

คอยดูเถอะคดีใหญ่ๆ ใครทำตัวอย่างไร พูดอย่างไร ต้องมีคนเห็นด้วยอยู่เสมอ ใครจะมีกิจกรรมอะไรที่พิสดารโลดโผนอลหม่าน หรือแม้กระทั่งปิดกั้นขัดขวางบางเรื่องที่ไม่น่าทำ แต่ก็มีคนร่วมมือกระทำ แล้วก็อยากกระทำ

พร้อมรับใช้เยี่ยงทาส ที่เขาด่าว่า “ทาสทักษิณ” ก็มีทาสตรงข้ามกับทักษิณเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องระวัง

ขอให้ระวัง ชื่อท่านก็น่ากลัวอยู่แล้ว “พุทธะอิสระ” รู้สึกท่านก็จะตั้งตรงกับหลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อพุทธทาสเป็นทาสรับใช้พระพุทธเจ้า พุทธะอิสระเป็นอิสระไม่เป็นทาสใคร ไม่รับใช้ใคร

แต่บางครั้งท่านก็หลุดเหมือนกัน เราจะยอมตายเพื่อใครที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็มีออกมาเป็นข่าวอยู่เหมือนกัน

อาตมาอยากเล่าเรื่องนิทานที่ศึกษามาเรื่องจัดการกับพระกระจอกไม่มีคนนับหน้าถือตา ไม่มีบริวาร กับพระที่มีชื่อเสียง มีบริวารที่เป็นใหญ่เป็นโต ยิ่งเป็นนายพลด้วย ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน ถ้ามีคงจับไปนานแล้ว

แม้กระทั่ง “ยันตระ” ก็จับยาก “เณรคำ” ยิ่งล่องหนเลย มีที่จับได้คือ “นิกร” คราวนี้หวังว่าคงไม่เกิดเหตุร้ายเพราะพระรูปนี้เป็นต้นเหตุ คงจะลงเอยด้วยความเรียบร้อย สงบ และปลอดภัย

เจริญพร

ผมประกาศไปเลย ณ ที่นี้ว่า ถ้าใครจับหลวงปู่พุทธอิสระสึก เจอผมแช่งแน่  ใครเจอผมแช่ง รับรองรับผลของกรรมหนักแน่

เหตุผลของผมก็คือ  หลวงปู่พุทธอิสระ “ความผิดไม่ถึงกับต้องจับสึก 

พระเลวจังไร สร้างความฉิบหายหายป่วงให้กับศาสนา อย่างไอ้เควี่ยธัมมชโย  ทำไมไม่ไปสึกมัน  เสือกให้รางวัลมันเสียอีก

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผศ.) คนนี้นี่มันสมอง หมาปัญญาควายจริงๆ

พระพยอมเองก็ไม่ควรจะเขียนเรื่องนี้ออกมา และเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ หรืออาจจะเป็นการประจบฝ่ายรัฐบาลอยู่ก็ได้  เพราะ พระพยอมก็ล้างภาพว่าเป็น “พระเสื้อแดง” ออกจากตัวไม่ได้

พูดอย่างไม่เข้าข้างใคร  ฝ่ายเสื้อเหลือง ฝ่าย กปปส. ฯลฯ ไม่เคยเผาบ้านเผาเมือง พระพยอมเข้าข้างฝ่ายเผาบ้านเผาเมือง

ถ้าหลวงปู่พุทธอิสระโดยจับสึก พระพยอมก็สมควรโดนด้วย

ในการแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล  ฝ่ายเสื้อเหลือง ฝ่าย กปปส. ฯลฯ  โดนยิง โดนทำร้ายมาโดยตลอด  เพิ่งมี “ชุดดำฝ่ายธรรมะ” ก็ตรงหลักสี่นี่แหละ

หัวหน้าฝ่ายแดง ผมชอบเรียกผิดว่าเป็น “โก๊ะตี๋” ถึงกับหนีไปต่างประเทศเลย  ถ้าไม่หนีสงสัยตายแน่ๆ

ผมไม่รู้เหตุการณ์โดยละเอียด อ่านจากข่าว  แต่ถ้าหนีกันหัวปักหัวปำอย่างนั้น  คงมีคำสั่งฆ่าให้ตายออกมาจริงๆ

ผมยังมีจุดยืนของผมว่า  พระไม่ควรออกไปประท้วงทางการเมือง อย่างที่หลวงปู่พุทธอิสระกับพระเสื้อแดงจำนวนหนึ่งปฏิบัติกันออกมา

แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว  หลวงปู่พุทธอิสระทำได้ดีกว่าพระเสื้อแดงอย่างเปรียบกันไม่ได้

ความผิดของหลวงปู่พุทธอิสระไม่ถึง “จับสึก  ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม การจับหลวงปู่พุทธอิสระสึก  ถึงผมไม่แช่ง ก็กรรมหนักสุดๆ

นอกจากนั้นแล้ว พระเลวระยำตำบอนมีทั่งประเทศ สำนักพุทธไม่สนใจ  ทะลึ่งมาสนใจประเด็นนี้

ผมขอฟันธงไปเลยว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ คงจะหลุดจากตำแหน่งในเร็วๆ นี้  ไม่อย่างนั้น ผมก็ขอสนับสนุนให้หลวงปู่พุทธอิสระ ไปปิดสำนักพุทธเสียเลย

ปิดตายไปเลย  มีสำนักงานนี้เสียเงินเดือนที่เป็นภาษีราษฎรไปเปล่าๆ  ไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อศาสนาแม้แต่น้อย.

ในอีกทางหนึ่ง  ผมว่า เดี๋ยวก็มีคนออกมาแก้ข่าวกันอุตลุด  เพราะ ตอนนี้ใครเข้าข้างรัฐบาล ผมก็ว่าปัญญาอ่อนจริงๆ  เพราะดูแล้ว คงหมดยุคของคุณทักษิณแล้วจริงๆ 

ตอนนี้ ไม่ว่านายกปู หรือคุณทักษิณจะทำอะไรออกมา  ก็เป็นหนทางแพ้ทั้งสิ้น  ยิ่งชาวรากหญ้า ชาวนาถึงกับออกมาประท้วงกันถึงขนาดนี้

รัฐบาลนี้ คงมีอายุอยู่อีกไม่นานแล้ว  ตอนนี้ก็เหมือนเป็นรัฐบาลซอมบี้อยู่แล้ว...


หลวงปู่พุทธอิสระชนดะ


ตั้งแต่หลวงปู่พุทธอิสระประกาศนำม็อบเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ แล้วท่านก็นำจริงๆ แบบพูดจริงทำจริง

เมื่อมีข่าวออกมาว่า สมเด็จวัดปากน้ำ” ขอบิณฑบาต “สุเทพ” ทำบ้านเมืองให้สงบสุขถวายในหลวง  หลวงหลวงปู่พุทธอิสระก็สวมหมวกกันน็อค ชนดะเลย

ชนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชในอนาคต ตอนนี้ หลวงปู่พุทธอิสระก็เข้าสำนวนที่ว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ไปแล้ว

เอาข่าวแรกก่อนที่ว่า สมเด็จวัดปากน้ำ” ขอบิณฑบาต “สุเทพ” ท่านว่า ดังนี้

นายสุเทพ และประชาชน ต่างมีความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์เป็นเสมือนบิดาของประชาชนคนไทยทุกคน เป็นพระประมุขของประเทศชาติ คนไทยทุกคนอยู่ภายใต้ร่มพระบารมี

เราทุกคนเปรียบเหมือนลูกของพระองค์ เราทุกคงมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ และอยากให้พระองค์สุขใจ สบายพระทัย สิ่งเหล่านี้ พระองค์จะได้รับ เมื่อพระองค์เห็นพสกนิกรของพระองค์มีความสุข มีความสงบ มีความร่มเย็น

ซึ่งท่านทั้งหลาย พึงรู้เห็นอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อประชาชนของพระองค์เอง

ดังนั้นอาตมาขอบิณฑบาต นายสุเทพ และญาติโยม ให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ขอให้จงมีความสงบ

และขอให้พระพุทธอิสระ ควรให้สตินายสุเทพ และให้หยุดกระทำทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปวัด เพื่อที่บ้านเมืองจะได้มีความสงบสุข

เมื่อหลวงปู่พุทธอิสระทราบข่าว ท่านก็โต้กลับ ดังนี้

“ท่านควรจะไปเจรจากับเขาว่า ท่านนายกฯ ทำอย่างไรจะให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้าได้อยู่ดีมีความสุขกันทั่วถึง ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ

ทำอย่างไรจะให้เหตุที่มันเกิดขึ้นจากความร้าวฉาน จากพฤติกรรมของรัฐบาล และ ส.ว. ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล มันหมดไป

ท่านได้ยินคำขอโทษของคนเหล่านี้บ้างไหม ที่มากระทำการอันละเมิดสิทธิ์ของประชาชน ออกมาจากปากบ้างหรือยัง

ท่านเคยเห็นรัฐบาลมาแสดงตนเพื่อจะสารภาพผิดบ้างไหมว่า ขออภัยพี่น้อง ขอโทษที่ทำสิ่งที่เลวร้ายและทำให้เสียหายต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน

ขออภัยพี่น้องที่พวกเรานักบริหารทั้งหลายในรัฐบาลได้ละเมิดต่ออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปฏิเสธคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ผิดไปแล้วด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยความเข้าใจผิด คิดผิด หลงผิด ด้วยอคติใดๆ ก็มาขอขมาอภัย ท่านเคยได้ยินเหล่านี้บ้างหรือเปล่า

หรือพวกท่านก็ชอบที่จะให้รัฐบาลละเมิดรัฐธรรมนูญและทำตามใจชอบ แล้วก็มาบอกให้เราให้สติกันและกัน เพื่อเป็นนักสู้ที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญและกู้ชาติกู้แผ่นดิน หรือทำให้แผ่นดินมันไม่มีคนโกงอยู่

แล้วท่านก็มาบอกให้เราต้องระมัดระวัง แล้วก็เจียมเนื้อเจียมตัว สงบปากสงบคำ ไม่ต้องโวยวาย ยอมให้เขากดขี่ข่มเหง ท่านไม่โดนกดขี่ข่มเหงหรอก เพราะท่านเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล

แต่ผมไม่ใช่ นายสุเทพก็ไม่ใช่ ประชาชนที่มานั่งนอนบนถนนยากลำบาก โดนแก๊สน้ำตา โดนยิงกบาล ก็ไม่ใช่พวกเดียวกับรัฐบาลสิ เขาก็เลยโดนกระทำอย่างที่น่าอดสูใจอย่างยิ่ง”

ตามความเห็นของผม

สมเด็จวัดปากน้ำท่านก็ทำถูก แต่ออกมา ไม่ถูกต้องตามสถานการณ์และเวลานัก และคำพูดของท่านมีข้อผิดพลาดหลายประการ

นี่ผมวิเคราะห์ตามหลักการของภาษาศาสตร์ และสมมุติก่อนว่า นักข่าวเอามาลงหมดนะครับ เพราะ นักข่าวชอบตัดข่าวมาลง คือ สัมภาษณ์แล้ว เอามาลงข่าวไม่หมด ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น

มีข้อสังเกตก่อน ดังนี้

ก่อนหน้านี้ สมเด็จวัดปากน้ำท่านไม่เคยพูดออกข่าวทำนองนี้มาก่อน คราวนี้ เพิ่งเป็นครั้งแรก  ในการเตือนคุณสุเทพนั้น สมเด็จวัดปากน้ำทำถูกแล้ว

แต่ที่ผิดก็คือ ทำไมไม่เตือนฝ่ายรัฐบาลบ้าง

เพราะ คนกำลังทะเลาะกันอยู่  ท่านจะมาห้ามก็ห้ามได้  แต่มันต้องห้ามทั้ง 2 ฝ่าย จะไปห้ามฝ่ายเดียวไม่ได้  อย่าลืมว่า คนกำลังทะเลาะกันอยู่

แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตายไป 4 คน เจ็บอีกเป็นร้อย  

ท่านควรเตือนตำรวจด้วยว่า การยิงคนตาย บาดเจ็บนั้น เป็นบาป ต้องได้รับเคราะห์กรรมหนักหนาในนรก

ที่ผิดอย่างมหันต์เลยก็คือ ข้อความนี้ “และขอให้พระพุทธอิสระ”  คือ ไม่ควรไปเอ่ยชื่อให้หลวงปู่พุทธอิสระหาว่าถูกกล่าวพาดพิงได้

โดยตำแหน่งของสมเด็จวัดปากน้ำนั้น เป็นเจ้านายหลวงปู่พุทธอิสระอยู่แล้ว  เพราะ ท่านเป็นเจ้าคณะหนกลาง ควบคุมเขตกรุงเทพฯ นครปฐมอยู่แล้ว [จำเขตการปกครองของพระไม่ค่อยแม่น]

ดังนั้น ท่านไม่เคยไปเตือนทางอ้อมออกสื่ออย่างนี้

สำหรับ หลวงปู่พุทธอิสระนั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ศัพท์วัยรุ่นของผมตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นนะ เขาเรียกว่า “เข้าทางตีน

หลวงปู่พุทธอิสระ ท่านเกลียดระบบการปกครองของพระอย่างที่สุด  ต่อต้านมาตลอดชีวิต  เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น และพาดพิงท่านโดยตรง  ท่านหรือจะอยู่เงียบได้

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ สมเด็จวัดปากน้ำอาจจะคิดไม่ถึงหรือไม่คิดก็คือ  คุณเควี่ยธัมมชโยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทักษิณ และกระบวนการเสื้อแดงทั้งหลาย

ความเลวของคุณเควี่ยธัมมชโย ถูกลากมาพัวพันกับสมเด็จวัดปากน้ำเข้าด้วย เพราะ สมเด็จวัดปากน้ำเป็นอุปัชฌาย์ของคุณเควี่ยธัมมชโย

ผมว่า การออกมาเตือนครั้งนี้ อาจจะทำให้สมเด็จวัดปากน้ำมีสิทธิ์หลุดจากตำแหน่งพระสังฆราชก็อาจจะเป็นได้  คงจะได้ก็คง “หืดขึ้นคอ”


แม้ว่า ขณะนี้กำลังเต็งหาม นอนมาแล้วก็ตาม 



หลวงปู่พุทธอิสระนำม็อบ


ช่วงนี้ หลวงปู่พุทธอิสระกลับมามีชื่อ ตามสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะ ท่านประกาศไปเลยว่า ท่านจะนำม็อบเอง ถ้าคุณสุเทพถูกจับ

เรื่องนี้ จึงเป็นประเด็นขึ้นมาทันทีว่า หลวงปู่พุทธอิสระทำถูกหรือไม่ พระควรมายุ่งกับการเมืองหรือไม่

ก่อนที่จะฟังความคิดเห็นของผม ก็ลองฟังความคิดของคนในห้องศาสนาพันธุ์ทิพย์ดูกันก่อน ดังนี้

คนที่  1
ทำไมออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างไม่เกรงใจ  นี่มันเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว ไม่รู้หรือว่า อะไรถูกอะไรผิด และบอกว่า จำเป็นต้องออกมา กู้ชาติ พร้อมระดมพลให้เผด็จศึกภายในวันเสาร์นี้ กลายเป็นพระเลือกข้าง ไม่เดินสายกลางซะแล้ว

คนที่  2
ตอนนี้ประกาศเป็นแกนนำนกหวีดไปแล้วครับ ไม่แปลกใจครับ ไปดูประวัติมีเกี่ยวข้องกับ พธม ตอนนั้นด้วย เดี๋ยวรอบหน้า ขอเอา นกหวีด ไปถวายที่วัด ไม่รู้ว่าจะรับไหมครับ

คนที่  3
พระไม่อยู่ส่วนพระ มายุ่งทางโลก ก็เป็นได้แค่โล้นคลุมผ้าเหลือง

คนที่  4
ไม่ใช่กิจของสงฆ์ กลับวัดไปเหอะ ผมเคยไปที่วัดนี้นะจากนี้จะไม่ไปอีกแล้วหมดศรัทธา

คนที่  1
ทุกสาขาอาชีพตั้งแต่ นักศึกษา ครูอาจารย์ หมอ พยาบาล พนักงานเอกชน ข้าราชการทุกกระทรวง ออกมาต้านกันหมดแล้ว แหกตาดูบ้างครับ   แล้วพระจะทนได้อย่างไร  ท่านก็ยังมีกิเลศเหมือนปุถุชน ท่านยังไม่ได้สำเร็จอริยสัจสี่ เป็นปกติครับ

คนที่  2
เรื่องนี้ เป็นมานานตั้งแต่สมัย นปช.แรกๆ  แล้วไม่ใช่หรือครับ สำหรับผมถือว่าไม่เหมาะสม ทุกสีไม่ควรทำ

ไม่ใช่ว่า ไม่ควร เฉพาะ พวกคนอื่น แต่ต้อง ตำหนิ พวกตัวเองด้วยแต่อย่างว่าละ สาวกของพระบางหลุ่ม พระตัวเอง ไม่เคยผิด มีปัญหาอะไรโทษ ปชป .โทษ แมลงสาบ โทษอำมาตย์ โทษเเทียม ตลอด

คนที่  3

แล้วพระที่ออกมาตอนปี 53 นี่เหมาะสมหรือเปล่าครับ  วิจารณ์ด้วยนะครัช กล้า ๆ หน่อยนะ  อย่าให้เขาว่า หน้ามืดกัน

รู้สึกว่าในห้องศาสนาพันธุ์ทิพย์นี่ ไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่  แต่ก็ดูเหมือนว่า จะเลือกข้างแบบชอบกลๆ

ขอให้ดูภาพด้านล่างนี้บ้าง



จะเห็นว่า ในครั้งเสื้อแดงมาประท้วง ก็มีพระเข้าไปยุ่งมากพอสมควร

ในประเด็นนี้ ตามความคิดเห็นของผม

ตามกฎหมาย ท่านห้ามพระไปเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้ห้ามพระว่า ควรมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือไม่

ถ้าจะว่าไปแล้ว  พระภิกษุของประเทศเรา มีส่วนร่วมทางการเมืองมาโดยตลอด แตกต่างกันไปในทางรูปแบบและวิธีการ

พระที่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเด่นชัด และรับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ สมเด็จพระพนรัตน วัดป่าแก้ว ในสมัยพระนเรศวรมหาราช

เรื่องราวของสมเด็จพระพนรัตน วัดป่าแก้ว ในประเด็นต้นตำหรับพระสงฆ์กับการเมืองไทยนั้น ย้อนไปใน พ.ศ. 2135

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะพระมหาอุปราชาและมางจาชะโร แห่งกรุงหงสาวดี

ทหารจำนวนหนึ่ง ตามพระองค์ไม่ทันในระยะแรก จึงได้มียุทธหัตถีที่เป็นประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังชัยชนะในครั้งนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้โปรดให้ลูกขุนปรึกษาโทษข้าราชการชั้นแม่ทัพนายกองมีโทษถึงประหารหลายคน

หากแต่วันตัดสินพิพากษาให้ลงโทษนั้นเป็นเวลาใกล้กับวันพระ จึงโปรดให้เอาตัวข้าราชการเหล่านั้นไปจองจำไว้ก่อน

เมื่อพ้นวันพระไปแล้วจึงให้นำตัวไปประหารชีวิตเสียตามคำลูกขุนพิพากษาโทษ.

ในคราวนั้น ได้มีพระมหาเถราจารย์รูปหนึ่งผู้มีปรีชาสามารถ แตกฉานในพระพุทธวจนะ มีวาทะหลักแหลม ได้พาพระราชาคณะ 25 รูป เข้าไปเฝ้าถวายพระพรถามข่าวสงคราม

และด้วยวาทะหลักแหลมของท่าน ได้ช่วยให้บรรดาข้าราชการซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว ให้รอดพ้นจากพระราชอาญาโทษได้

นั่นเป็นตัวอย่างของพระที่มีส่วนร่วมทางการเมือง  

พระกับการเมืองนั้นแยกกันไม่ออก การที่พูดว่า พระห้ามยุ่งกับทางโลกนั้น จะไม่ให้พระมาบิณฑบาตกันเลยหรือไง

เพราะ พระก็อาศัยทางโลกอยู่

ในตอนหาเสียงเลือกตั้งนั้น ทุกครั้งทุกคราว พระก็จะต้องมีส่วนร่วมในการหาเสียงทุกครั้ง ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เมื่อเปรียบเทียบกับพระเสื้อแดงทั้งหลาย ผมยังเห็นว่า หลวงปู่พุทธอิสระทำได้เหมาะสมกว่า ทำได้ดีกว่า

เป็นพระนั้น ออกมาแบบหลวงปู่พุทธอิสระนั้นชัดเจน  ออกมาแนะนำในทัศนะของท่าน ออกมานำกลุ่มตามที่ท่านชอบ ผมเห็นด้วย

แต่ในกรณีของพระเสื้อแดงนั้น ถ้ามาเป็นผู้ร่วมประท้วง เย้วๆ ไปกับประชาชนนั้น มันไม่สมควรจริงๆ

คือ พูดง่ายๆ ทั้งหลวงปู่อิสระ กับพระเสื้อแดงก็ไม่สมควรทั้งคู่  แต่หลวงปู่อิสระ ทำได้ดีกว่า

อย่างไรก็ดี  เหตุการณ์แบบนี้ ควรเป็นเรื่องของส่วนตัวเท่านั้น  ถ้าให้พระสงฆ์ทั้งหมดออกมาอย่างนี้ ผมก็ไม่เห็นด้วยนะ


ควรเป็นเรื่องส่วนตัวของพระบางท่าน บางรูปเท่านั้น